จิตอาสาพัฒนาชุมชน “เอามื้อสามัคคี พัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่”

ถึงเวลาแล้ว!! การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ต้องเริ่มที่ตัวผู้เรียน ลงแปลงไปเรียนรู้ และลงมือทำจริงด้วยตนเอง กับ จิตอาสาพัฒนาชุมชน “เอามื้อสามัคคี พัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่”

.. วันที่ 4 มี.ค. 2564 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” กิจกรรมที่ 1 ฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 57 คน และผู้เข้าอบรมทมทบ ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต(CLM) รุ่นที่ 4

.. ในวันนี้ ผู้เข้าอบรมได้แบกจอบ ถือเสียม เพื่อลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง กับการเอามื้อสามัคคี พัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ โดยร่วมกันออกแบบพื้นที่ “โคก หนอง นา ” บริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ตามบริบทพื้นที่ ๆ กลุ่มสีได้รับมอบหมาย อีกทั้งศูนย์ฯ ได้รับเกียรติ จาก นายสุนทร แววมะบุตร ร.อ.วารินทร์ ช่างทอง นายอดุลย์ วิเชียรชัยผู้นำต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เครือข่ายโคก หนอง นา โมเดล ศูนย์ฯ รุ่นที่ 1 ได้เข้าร่วมเป็นครูพาทำร่วมกับทีมวิทยากรศูนย์ฯ ซึ่งได้ให้ความรู้คำแนะนำตลอดการปฏิบัติ หลังจากเสร็จสิ้นการ “เอามื้อสามัคคี” แต่ละกลุ่มได้ร่วมกันถอดบทเรียนที่ได้จากการทำกิจกรรมโดยโจทย์มีทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่ 1. ปัญหา/การแก้ไข 2. เรื่องใหม่ 3. ดีอย่างไร 4. การปรับใช้
• ปัญหา/การแก้ไข คลองไส้ไก่ลึกไม่พอสำหรับการรับน้ำ ไม่ได้พูดคุยกันให้ชัดเจน ขาดความรู้จะหาความรู้เพิ่มเติม
• เรื่องใหม่ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ การออกแบบพื้นที่เพื่อบริหารจัดการน้ำ การเลือกพื้นที่ให้เหมาะกับพืช/พื้นที่
• ดีอย่างไร ได้รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
• ปรับใช้ การทำงานเป็นทีม นำการออกแบบไปปรับใช้ในครัวเรือนและชุมชน

ก่อนเสร็จสิ้นกระบวนการเรียนรู้ในวิชานี้ ผู้เข้าอบรมได้กล่าวถึงความประทับใจจาการเรียนรู้ในครั้งนี้ “เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ได้ลงมือทำจริง ทดลองจริง ได้ประสบการณ์ตรงที่เห็นภาพชัดเจน เนื่องจาก ที่เคยมีประสบการณ์ในการฝึกอบรมมา มีการออกแบบและขุด และไม่มีการทดลองการใช้ประโยชน์จริง ทำให้เข้าใจคำว่า “โคก หนอง นา” มากขึ้น อีกทั้งได้เทคนิคการสอนที่น่าสนใจจากวิทยากร โดย ผู้เข้าอบรมที่ออกมานำเสนอกล่าวว่า
…..ท่านแรกจากสีแดง “ได้รับความรู้ การปลูกต้นไม้ให้สอดคล้องกับทิศทาง แดด ลม และต้องคำนึงถึงบริบทพื้นที่ เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม นับว่าเป็นความรู้ใหม่ในวันนี้ การปลูกพืชทดแทน ใช้ตะไคร้แทนหญ้าแฝก ทำให้เข้าใจว่าต้องคำนึงถึงบริบทพื้นที่ จะนำเครื่องมือ ความรู้ ไปปรับใช้ในพื้นที่ให้ถูกต้อง ทำฝายชะลอน้ำ การใช้งานของฝายแต่ละต่างกัน การแแก้ปัญหาเฉพาะ. ทุกอย่างที่ลงมือทำเป็นความรู้ สามารถนำไปใช้ได้จริง ความประทับใจในการทำงานร่วมกัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน ความรู้ความสามารถทุกท่านมีในตัวเอง และได้แสดงศักยภาพเต็มที่”
…..ตัวแทนจากสีน้ำเงิน “จะมาถอดบทเรียนเอามื้อสามัคคีในวันนี้ ความรู้ใหม่ในวันนี้ หนึ่งได้งวางแผนในการดำเนินงาน ได้ลงมือปฏิบัติจริงบนแปลงขนาดจำลอง ให้มองว่าเป็นพื้นที่ ๆ ต้องลงไปทำ สามได้วิเคราะห์สภาพอากาศ บริบทสภาพทางภูมิศาสตร์ ต่อไปข้อที่สี่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทำโรงเรือน เป็นต้น และรู้จักการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสิ่งที่จะได้นำไปปรับมีอยู่สองสามประเด็น หนึ่ง สามรถบริหารจัดการพื้นที่ได้ ความรู้ที่ได้จาการอบรม กลับไปได้ความรู้จากวิทยากรเต็มที่ และนำไปประยุกต์ใช้ได้ถูกต้อง ข้อสัดท้ายเทคนิคการแบ่างหน้าที่ให้ขึ้นอยู่กับความถนัด ของแต่ละบุคคล ในส่วนความประทับในกิจกรรมครั้ง คือ. ความสามัคคีของกลุ่ม การยอมรับความคิดเห็นของแต่ละคนในกลุ่ม การเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามที่ดี ทุกคนสามารถแดงความคิดเห็นได้อยากเต็มที่ สุดท้ายการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาร่วมกัน”
…..ตัวแทนจากสีชมพู “สวัสดีค่ะ หนูเป็นน้องเล็กของสีชมพู เป็นนักศึกษาจากธรรมศาสตร์ ความรู้ใหม่ที่ได้รับ ทางกลุ่มตกตะกอนได้ 6 ข้อ คือ หนึ่งการทำเสวียนหมักปุ๋ย การจัดการพื้นที่ วางแผนการปลูก การสังเกตการไหลของน้ำ การปลูกต้นให้ถูกต้องทิศ การดักตะกอนด้วยหลุดขนมครก และข้อที่หกการห่มดิน “แห้งชาม น้ำชาม” สิ่งที่จะนำไปปรับใช้คือ ต้องวางแผนก่อนลงมือทำงาน ประเด็นที่สองการศึกษาพื้นที่ให้เหมาะสม ประเด็นที่สามการเรียนรู้พันธุ์ไม้ที่จะนำไปปลูก และความประทับที่ทางกลุ่มมี คือ ความสามัคคี ความมีน้ำใจ และความเอื้ออาทรต่อกัน
…..ตัวแทนจากสีส้ม “ขอขอบคุณกรมการพัฒนาชุมชน ยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลก เราต้องไปปลูกฝังลูกหลานให้เข้าใจความรักชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อก่อนไม่เคยลงมืออย่างจริงจัง ใช้การจ้างคนอื่นมาทำแทน พอได้มาเรียนรู้ในวันนี้ทำให้รู้ว่า มันลดต้นทุนการผลิตทุกอย่าง เพียงแต่ต้องวิเคราะห์สภาพบริบทพื้นที่ก่อนลงมือทำ นำวิธีการห่มดิน แกล้งดินไปปรับ ความรู้ใหม่ที่ได้คือการทำคลองไส้ไก่และฝายทดน้ำ ชะลอน้ำ การทำหลุมขนมครก การสังเกตทิศทางลง สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของเราเองได้ เช่นการบริหารจัดการน้ำ”
……ตัวแทนจากสีฟ้า “ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือการบริหารจัดการพื้นที่ สองคือการห่มดิน สามคือการทำแห้งชามน้ำชาม รดน้ำต้องรดให้ชุ่ม ผสมน้ำหมัก การปลูกแฝกป้องกันการพังทลายหน้าดิน การปลูกป่า 5 ระดับ และการปลูกดอกไม้ไล่แมลง การทำฝายชะลอน้ำ และสิ่งที่เรียนไปจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และนำกิจกรรมเอามื้อสามัคคีไปใช้ในแปลง CLM ความประทับใจในคงามร่วมมือ สามัคคี และการมีครูพาทำ”
…. และจากการสรุปพบว่าผู้เข้าอบรมมีความหระทับใจในกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาชุมชน “ เอามื้อสามัคคี” เป็นอย่างยิ่ง เนื่องได้สัมผัสถึงพลังความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อ และการทำงานร่วมกันทีม อีกทั้งได้รับองค์ความรู้ใหม่และหลากหลาย เพื่อนำไปพัฒนาพื้นที่ของตนเอง การเรียนรู้จาการลงมือทำ ทำให้เห็นภาพชัดเจน มากกว่าการเรียนเพียงแค่ทฤษฎี …..

.. ส่วนภาคค่ำนั้น นางประภา ปานนิตยกุล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก นำผู้เข้าอบรมฯ แลกเปลี่ยนรู้ผ่านสื่อ 2 เรื่อง คือ แผ่นดินไท แผ่นดินวิกฤต เป็นสื่อที่สะท้อนปัญหาสภาพปัจจุบันของสังคมได้ชัดเจนมาก และเป็นปัญหาที่ยังคงได้ในปัจจุบัน ทำให้เห็นทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตสังคม วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง ซึ่งในสื่อจะสะท้อนภาพของความไม่รู้ ไม่รู้จักการพึ่งตนเอง เมื่อเกิดปัญหาจึงล้มละลาย ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำใหม่ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ ๆ และ สื่อ “วิถีภูมิปัญญาไทยกับการพึ่งตนเองในภาวะวิกฤต” เรียนรู้บุคคลต้นแบบ “พ่อเลี่ยม บุตรจันทา” ผู้ใช้ชีวิตและเดินทางด้วยศาสตร์พระราชา โดยผู้เข้าอบรมได้ ทราบ เรียนรู้ถึงปัญหาความยากจน สาเหตุความลำบาก การยึดติด และยังได้แนวคิดไปปรับใช้กับตัวเองกับการใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้มีหนี้ “ต้องรู้จักตนเองเสียก่อน ถึงจะแก้ไขปัญหาของตนได้

โอกาสนี้ นายนิวัติ น้อยผาง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้มาพบปะให้กำลังใจผู้เข้าอบรมฯ และกล่าวว่า “…ด้วยปัญหาโรคระบาด โควิด-19 ที่มีความรุนแรงในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการว่างงาน คนตกงาน แต่สิ่งที่ดีคือคนได้กลับไปบ้าน ให้มองว่าวิกฤตในครั้งนี้เป็นโอกาสดี คนได้กลับบ้านคืนถิ่นฐาน ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ปรับวิถีชีวิต และความคิดใหม่ ให้มองกลับมาในสิ่งเป็น สิ่งที่มีอยู่ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคกหนองนาโมเดล จะนำพาไปสู่ความยั่งยืน โดยนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เปลี่ยนกรอบแนวคิดของเกษตรกรไทย สร้างปัญญา พัฒนาคนให้พึ่งพาตนเองได้ จากเคยทำตามทฤษฎีเก่า ปรับความคิด ปรับวิธีทำตามแนวทางของทฤษฎีใหม่ ปัญหาในตอนนี้สามารถแก้ได้ด้วย โคก หนอง นา โมเดล เป็นการพัฒนาคน สู่การพัฒนาดิน น้ำ และพัฒนาสินค้า สู่การมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง …มุ่งหวังให้ตัวแทนครัวเรือน ระดับ CLM เป็นตัวอย่างความสำเร็จ เป็นผู้นำที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ …ให้มั่นคงในอุดมการณ์ ศรัทธาในสิ่งที่ทำ ต้องทำงานเป็นเครือข่ายและทุกคนต้องเป็นทั้งศิษย์และอาจารย์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ต้องมีความอดทน อดกลั้น จึงจะทำสำเร็จ ส่งต่อสิ่งเหล่านี้แก่ครอบครัวและลูกหลานต่อไป ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้…”

(Visited 1 times, 1 visits today)